แฟร้งค์ แลมพาร์ด เคยเป็นนักเตะของเชลซียาวนานถึง 13 ปี ระหว่างปี 2001-2014

เขาย่อมจำได้ดีว่าชะตากรรมของกุนซือที่ทำผลงานไม่ได้ตามเป้า ทั้งที่สโมสรให้เงินเสริมทัพแล้วตามต้องการ ไม่เคยได้โอกาสให้ไปต่อ
แม้ว่าฤดูกาลก่อน จะไม่มีแชมป์ใดๆ ติดมือ และต้องลุ้นหนักจนถึงนัดสุดท้าย กว่าจะจบซีซั่นด้วยอันดับท็อปโฟร์อย่างหวุดหวิด  ufa1688แต่นั่นยังเป็นผลงานที่น่าพอใจ 
เพราะสโมสรไม่ได้คว้าใครเข้ามาใหม่เลย นอกจากได้ คริสเตียน พูลิซิช ล่วงหน้ามาตั้งแต่เดือนมกราคม 2019 และใช้ออปชั่นซื้อตัว มาเตโอ โควาซิช ด้วยค่าตัว 40 ล้านปอนด์ แถมยังต้องเสียพระเอกของทีมอย่าง เอแด็น อาซาร์ ออกไป ส่วน เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ก็มีปัญหาเจ็บบ่อยอีกต่างหาก
แต่ซีซั่นนี้มันแตกต่างจากปีที่แล้วมาก เพราะสโมสรเปลี่ยนแนวทางจากที่ไม่ใช้เงินแล้วเน้นปั้นดาวรุ่ง กลายเป็นว่าทุ่มซื้อผู้เล่นให้ทุกตำแหน่งที่ แลมพาร์ด มองว่าเป็นจุดอ่อน  ยังไงก็ตาม คุณต้องไม่ลืมความเป็นจริงที่ว่าสิงห์บลูอยู่ห่างจากมาตรฐานของแชมเปี้ยนแบบไกลสุดกู่มาตลอด 3 ฤดูกาลล่าสุด 
ฤดูกาล 2017-18สิงห์บลูของ อันโตนิโอ คอนเต้ ตามหลัง เรือใบสีฟ้า ที่กวาดไปถึง 100 คะแนน ถึง 30 คะแนน 
ซีซั่น 2018-19 ที่เปลี่ยนโค้ชเป็น เมาริซิโอ ซาร์รี่ ก็ตามหลัง 2 ทีมแข่งขันทั้ง Man City และ หงส์แดงลิเวอร์พูล กันทีมละไม่น้อยกว่า 25 คะแนน
ฤดูกาล 2019-20 ที่เพิ่งจบไปไม่ถึง 2 เดือนที่แล้ว สิงห์สำอางส์ของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ตามหลัง หงส์แดง ถึง 33 คะแนน นับเป็นช่องว่างที่ห่างจากทีมแชมป์ Premier League เยอะที่สุดในยุคที่มี โรมัน อบราโมวิช เป็นเจ้าของทีม
เพราะฉะนั้น บทสัมภาษณ์ที่อดีตห้องเครื่องแดนกลางจอมถล่มประตูพูดไว้เมื่อวันพฤหัสบดี ที่เน้นย้ำว่าเป้าหมายที่แท้จริงคือการ “ลดช่องว่าง” ไม่ใช่การ “แข่งขัน” มันจึงฟังดูสมเหตุสมผล
"เราจบฤดูกาลด้วยการมีคะแนนตามหลังแชมป์เยอะมาก และเราจะต้องลดช่องว่าง และสร้างความมั่นใจ ผมจะไม่คาดการณ์อะไรก่อนทั้งนั้น"
“ผมเข้าใจในเรื่องนั้น (ความคาดหวัง) และผมหวังว่าแฟนเชลซีจะได้ตื่นเต้น เพราะเราคว้านักเตะระดับสูงเข้ามาหลายคน แต่ผมก็รู้ดีว่าต้องทำอะไรบ้างเพื่อคว้าแชมป์ Premier League ” 
“เมื่อคุณมองไปยังทีมที่ยึดครองลีกในช่วงหลัง และพบว่าสายตาของคุณไปอยู่ที่ หงส์แดง กับ เรือใบสีฟ้า พวกเขาคือเรื่องราวที่มันเกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา"
“เรารู้ว่ามันมีความคาดหวังอยู่ แต่เราต้องการพัฒนาทีมให้ดีขึ้น และไม่ยกตัวเองสูงเกินไป”  ในรอบ 5 ปีล่าสุด (2015-2020)สิงห์สำอางใช้กุนซือถาวรถึง 4 คน จาก โชเซ่ มูรินโญ่, อันโตนิโอ คอนเต้, เมาริซิโอ ซาร์รี่ มาจนถึง แฟร้งค์ แลมพาร์ด
การที่ร้างแชมป์ลีกมานาน 3 ปี โดยที่โดนคู่แข่งอย่าง หงส์แดง และ Man City ทิ้งห่างมากขนาดนี้ น่าจะเป็นคำตอบชัดเจนแล้ว ว่าการรีบเปลี่ยนกุนซือถี่เกินไป ใช่ว่าจะเวิร์ค
แลมพาร์ด มีความไม่เหมือนกันจาก ซาร์รี่, คอนเต้ และ มูรินโญ่ ตรงที่เป็น “โค้ชมือใหม่” แต่ก็เคยเป็นตำนานนักเตะของทีมมานานกว่าทศวรรษ นั่นจึงทำให้บอร์ดบริหารพร้อมให้เวลา และเชื่อใจมากกว่ากุนซือประเภท “มือปืนรับจ้าง”
แพท เนวิน อดีตปีกตำนานเชลซี ซึ่งทุกวันนี้ผันตัวไปเป็นกูรูฟุตบอล พูดผ่าน บีบีซี ว่า “ความกดดันที่มีต่อ แลมพาร์ด มันน้อยกว่ากุนซือเชลซีทุกคนในยุคของ อบราโมวิช”
“เชลซี เคยพยายามที่จะเร่งสร้างอะไรขึ้นมาให้มันเร็วๆ และพยายามซื้อนักเตะระดับโลกเข้ามาเยอะๆ แล้วก็ประสบความสำเร็จได้บ้าง” 
“แต่ อบราโมวิช ต้องการสร้างความเป็นสถาบันมานานแล้ว และนี่คือโอกาสที่สมบูรณ์แบบ”
“ความกดดันต่อ แลมพาร์ด จากสโมสรมันน้อยมาก แต่ความกดดันจากตัวเขาเองต่างหากที่มันเยอะที่สุด”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *